ก่อนเปิดเพจ..ผมก็เป็นคนนึงที่โง่อังกฤษมาก่อน

ไม่เคยได้เกรด 4 วิชาอังกฤษเลย พอเข้ามหาลัยได้ C ก็บุญโขแล้ว ผมมาเรียนอังกฤษอย่างจริงจังตอนอายุ 22 ครับ โชคดีที่ได้ไปเรียนภาษาที่เมกา และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นใหม่เลยก็ว่าได้ ผมเริ่มนับศูนย์ใหม่ที่นั่น!! ก่อนจะเรียน เค้าจะมีให้สอบวัดระดับ ปรากฎว่า..ได้ระดับ 2 จาก 5 ระดับจ้า โง่แกรมมาร์ เทนส์เทิ้นอย่าถาม!! จัดว่าโง่เลยแหละ คนไทยไก่กาไปถึงนู่นวัดระดับได้ 3 อัพกันทั้งนั้น เรียกได้ว่าเสียเซลฟ์สุด ๆ T_T
ไม่เป็นไร เอาว๊ะ กรูเริ่มใหม่ก็ได้ A B C / Go went gone / Do did done (แม่ง ท่องไปดิ) ทำการบ้านส่งทุกวัน ข้อดีของการอยู่เลเวลต่ำ ๆ คือ อาจารย์ในคลาสพูดช้ามากกกกกก ซึ่งนั่นเอง ทำให้ผม..เริ่มจับคำที่อาจารย์พูดได้เกือบทุกคำ อารมณ์ว่าหูกูนี่เริ่มกระดิกแล้ว!
จากนั้นก็เริ่มเอาที่เรียนมาใช้ มาพูดกับต่างชาติ ผมมีอย่างเดียวจริง ๆ คือผมหน้าด้าน! ผมไม่อาย! อารมณ์ว่า สำเนียงกุมา แต่แกรมมาร์กุเอาไว้ก่อน 55

 จุดหักเหแรก
มีวันนึง ผมเห็นป้ายแปะในลิฟต์ที่พักว่า รับสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กต่างชาติฟรี! ย้ำ ฟรี!! ผมนี่รีบอีเมลไปเลย ว่าสนใจ ต้องทำไงบ้างครับ – ปรากฎเป็น หญิงชราวัย 77 ชื่อ แนนซี่ ครับ ยังจำแม่นถึงทุกวันนี้ ผมไปเรียนกับแกอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ชม ผมเรียนกับแกยังไงรู้ไหม? – แกให้หยิบนิตยสารขึ้นมา 1 เล่ม ให้ผมอ่าน 1 หน้าดัง ๆ แล้วเชื่อไหมว่า ใน 1 ชั่วโมง ผมไม่เคยอ่านจบเลย เพราะเมื่อไหร่ที่ผมพูดผิดแม้แต่คำเดียว นิดเดียว ป้าแก pause ทันที บอกให้ออกเสียงคำเมื่อกี้ใหม่ดิ้ เอาใหม่ แก้เสียงให้ผมหมด ไม่ว่าจะเป็นเสียง v, l, th, r พูดง่าย ๆ คือ เสียงหรือคำอะไรก็ตามที่คนไทยมักออกผิด โดนแก้เรียบ ผมไปเรียนกับแกเป็นปี (ฟรีด้วย 55+) และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนเลย ที่ทำให้ผมสำเนียงเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ

 จุดหักเหสอง
พออยู่เมกาได้ซักครึ่งปี เริ่มมีความมั่นใจว่า กูนี่อังกฤษพอใช้ได้และ ท่ามกลางเด็กเอเชี่ยนนี่ผมถือว่าผมเหนือ (มโนไปเอง 55+) – แต่แล้ว เมื่อได้มีโอกาสไปเที่ยวทะเล 3 วัน 2 คืนกับฝรั่งล้วน รวม 8 ชีวิต ย้ำ ฝรั่งล้วน! มีผมเป็นกะเหรี่ยงอยู่คนเดียว ความมั่นอกมั่นใจกูนี่หายไปหมดเลยจ้า 555+ คือผมฟังไม่รู้เรื่องเลย (I’m fucking lost.) และนั่นทำให้ผมเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง!

 จุดหักเหสาม
เมื่อผมเรียนภาษาสถาบันเดิมไปซัก 3 เทอม ก็เริ่มอิ่มตัว เลยย้ายไปโรงเรียนคูหา ตึกแถวที่ถูกกว่า และนั่นทำให้ผมเจอแสงสว่าง! คือสถาบันนี้เค้าไม่ค่อยซีเรียส เค้าให้เลือกเรียนได้ว่าอยากเรียนกลุ่ม (เรียน 3 ชมต่อวัน) หรือเรียนเดี่ยว (เรียน 1 ชม) ผมเลือกเรียนเดี่ยว เพราะเบื่อเรียนรวมแล้ว! และนั่นทำให้ผมเจออาจารย์หญิงวัยรุ่นคนนึงที่ไม่รู้แกมาเป็นอาจารย์ทำไม (เพราะแกก็บ่นว่า อยากจะเลิกเป็นอาจารย์จะตายห่าอยู่แล้ว เบื่อออ 55+) – ผมเลยบอกแกว่า อยากเรียน here ไรก็ได้ ที่ไม่มีในห้องเรียนนนน! แกไปหยิบหนังสือมาเล่มนึง ชื่อ slang man ซึ่ง เฮ้ยดีว่ะ เล่มนี้ มันสนุก มัน REAL มันไม่เฟค! ชอบบบ คือมันเป็นสแลงที่ใช้กันจริง ๆ มนุษย์เค้าพูดกันแบบนี้แหละ เออชอบ เออโดน ระหว่างเรียนก็แอบเอาไปใช้กับฝรั่งคนอื่น ปรากฎ feedback ดีว่ะ ฝรั่งอึ่ง! ทึ่ง! อารมณ์ว่า ไอ้เหี้ยนี่มันไปเรียนมาจากไหนวะ (ด้วยความฝักใฝ่ 55+) ต้องบอกว่าผมได้ความ REAL มาจากอาจารย์หรือเพื่อนสอนภาษาที่ชื่อ Erika คนนี้เลย สอนกันแม้กระทั่งคำว่า ไอ้สัส, fuck off ต้องใช้ยังไง คำย่อทั้งหลาย wanna, wansta, gonna, gotta, woulda, coulda, shoulda, hafta เรียกได้ว่า เรียนกันแบบหมดเปลือก!!

 จุดหักเหสี่
ผมเข้าโบสถ์ทุกวันศุกร์ ผมไม่ได้นับถือคริสต์นะ แค่ได้ยินว่ามีข้าวเลี้ยงฟรี มีฝรั่งสอนภาษาด้วย (กูนี่รีบปรี่ไปเลยย 55+) – แล้วมันก็ฟรีจริง ๆ ครับ ผม make friends ได้เยอะมาก ถึงแม้นบางทีเค้าจะมีพูดเรื่องศาสนาบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้มายด์อะไร กลับกลายเป็นว่าผมชอบคนคริสต์มากกว่าเดิมซะอีก ดูเป็นคนใจเย็นสุด ๆ คิดบวกเว่อร์ ๆ ผมเดินเข้าออกโบสถ์อยู่เป็นปี (กินฟรีร่วมปีเลยย 5555555555+) จนรู้สึกว่าภาษาเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้องขอบคุณมา ณ ที่นี้

จริง ๆ ยังมีรายละเอียดอีกเยอะที่ผมไม่ได้เล่าตอนอยู่เมืองนอก สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือว่า ผมก็คนนึงที่เคยโง่อังกฤษมาก่อน ผมจึงอยากเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครก็ตามที่กำลังท้อ น้อยใจโชคชะตาว่า..ทำไมกรูพูดไม่ได้ซะทีวะ? ท้อว่ะ เรียนมาตั้งนานแล้ว ทำยังไงถึงจะเก่งอย่างเขา? ทำไม ทำไม ทำไม ลองทำตามผมดูสิครับ เพราะในเมื่อ…

ผมทำได้ คุณก็ทำได้

#‎จงเชื่อในตัวเอง #‎ว่าไม่มีอะไรสายเกิน

นายทีม

Facebook Comments